รักษาสิวเสี้ยน

สอบถาม ปรึกษาเพิ่มเติมการรักษาได้ที่นี่ค่ะ
080-1539000
080-1549000
Line@ : @Romrawinclinic

romrawin line add
หมวดหมู่:

รักษาสิวเสี้ยนอย่างไรให้ถูกต้อง

ก่อนที่เราจะรักษาสิวเสี้ยน ให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน เราต้องรู้ทันสิวเสี้ยนก่อน! สิวเสี้ยน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยกลางคน จนถึงวัยสูงอายุก็พบได้   สิวเสี้ยนนั้นเกิดจากการที่รูขุมขนอุดตัน เนื่องจากรูขุมขนของเราแต่ละรูจะมีเซลล์รากขนและต่อมน้ำมันอยู่ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตน้ำมันออกมาเพื่อคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว แต่หากต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากเกินไปทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนขึ้นมาทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและเซลล์ผิวที่ตายแล้วเกิดเป็นสิวเสี้ยน หรือสิวที่มีลักษณะเป็นหัวสีดำ สิวเสี้ยนหรือขนอุดตันเหล่านี้ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และไม่มีความสัมพันธ์กับโรคอื่น นอกจากเป็นปัญหาในด้านความสวยงาม คือก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น

สิวเสี้ยนแบ่งออกเป็น 2 แบบ

1. สิวเสี้ยนชนิดหัวดำ เกิดจากการมีขนอุยเส้นเล็กๆ รวมกันอยู่ในรูขุมขนเดียวกัน ทำให้เห็นรูขุมขนกว้าง และจุดดำๆ ไม่เรียบเนียน
2. สิวเสี้ยนชนิดหัวขาว เกิดจากไขมันรวมตัวกับเศษเซลล์ผิวที่ค้างอุดตันในรูขุมขน ถ้ามีสิ่งสกปรกที่ต่อมไขมันมาก มักเป็นกับคนผิวมัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยน

⦁ ฮอร์โมนเพศในร่างกาย ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ทำงานมากขึ้น ผลิตไขมันออกมามาก อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
⦁  การรบกวนผิวมากๆ เช่น การเช็ดถูหน้าแรงๆ, การขัดหรือนวดหน้า ซึ่งอาจรบกวนรูขุมขน หรือต่อมไขมัน ทำให้รูขุมขน หรือรากขนนั้นแตก  ขนจึงมีโอกาสที่จะคุดอยู่ข้างในได้

การรักษาสิวเสี้ยน

⦁ การใช้กรดวิตามินเอ (retinoic acid) เป็นสารที่ช่วยลดการอุดตันของไขมันบริเวณรูขุมขน และการเกาะตัวของเซลล์ขน และทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกง่าย แต่มีข้อเสีย คือ อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ผิวหนังแสบ ผิวหนังแห้ง และแดงได้ รวมถึงผิวมีความไวต่อแสงแดดมากขึ้น ระยะเวลาการรักษาอาจนาน 3-4 เดือน ควรใช้ภายในบ้านหรือเฉพาะเวลากลางคืน และหากออกนอกบ้านหรือสัมผัสแสงแดดควรทาครีมกันแดดทุกครั้ง
⦁ ยาทาในกลุ่มเบนซิลเปอร์ออกไซด์ (benzoly peroxide) ยาชนิดนีมีผลต่อการละลายไขมัน และลดการอุดตันไขมันหรือสิ่งสกปรกบริเวณรูขุมขน ด้วยการทาทั่วใบหน้าหรือบริเวณที่เกิดสิวเสี้ยน ทิ้งไว้ 5-10 นาที ก่อนการล้างหน้าหรืออาบน้ำ เช้า-เย็น หรือวันละครั้ง การใช้ยานี้มีข้อเสียเหมือนการใช้กรดวิตามินเอ ซึ่งต้องใช้ในปริมาณไม่เข้มข้น และเว้นระยะห่างของการใช้
⦁ การใช้เครื่องมือกดสิว (comedone extractor) เป็นวิธีการกดด้วยการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆกดบริเวณรอบข้างของรูขุมขนที่เป็นสิวเสี้ยน ซึ่งแรงกดจะดันให้สิวเสี้ยนหรือกลุ่มไขมันดันตัวออกมานอกรูขุมขน นอกจากการใช้เครื่องมือกดแล้วยังรวมถึงถึงการกดหรือบีบด้วยมือ ซึ่งคนทั่วไปมักทำกัน ข้อเสียวิธีการนี้ คือ อาจทำให้เกิดแผลบริเวณรอยกดหรือบีบหากกดแรงเกินไป การกดด้วยนิ้วมือที่มีเล็บยาวหรืออุปกรณ์ที่มีลักษณะคมอาจทำให้เกิดแผลได้ แรงกดที่แรงอาจทำให้เซลล์ผิวบอบซ้ำ มีอาการบวมแดง และเจ็บ
⦁ การใช้กรดผลไม้หรือ AHA มีคุณสมบัติในการดึงสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้ดี ช่วยให้รูขุมขนกระชับ ทั้งยังช่วยกำจัดผิวหมองคล้ำรวมไปถึงจุดด่างดำจากสิวออกไป ร่องรอยจากสิวจะค่อยๆจางลง การผลัดเซลล์ผิวจะกระตุ้นให้เซลล์ผิวใหม่มาทดแทนเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น ผิวกลับมามีสุขภาพดี สวยใสได้อีกครั้ง
⦁ การใช้เลเซอร์ เป็นวิธีการกำจัดสิวเสี้ยนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และหากทำหลายๆครั้งจะสามารถกำจัดได้เกือบหมด แต่มีผลข้างเคือง คือ เกิดรอยแดงบริเวณรูขุมขน แต่จะหายเองภายใน 2-3 วัน และเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีอื่นๆ

สิวเสี้ยนไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวลหากรู้จักวิธีรักษาและป้องกันอย่างถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยทิ้งโดยไม่ได้รับการเยียวยาก็อาจทำให้สิวเสี้ยนนั้นกลายเป็นสิวอักเสบ ส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้ ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อหาสาเหตุของการเกิดสิวเสี้ยน และรับการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน